
ฟีซา-นางสาวโนรฮาฟีซา ยะโกะ
นักศึกษาทุนครูสร้างชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงราย
“การก้าวเข้าสู่ "การศึกษาพิเศษ" โดยไม่มีพื้นฐานมาก่อน ทำให้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว เพื่อทำความเข้าใจโลกของเด็กที่มีความบกพร่อง แม้ช่วงแรกจะเหนื่อยและท้าทาย แต่ก็ "พยายามทำให้ดีที่สุด" ทำให้ผ่านพ้นในช่วงปีแรก ๆ มาได้ค่ะ” ฟีซา-โนรฮาฟีซา ยะโกะ นักศึกษาทุนครูสร้างชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย สาขาการศึกษาพิเศษ
ท่ามกลางความเงียบงันของเวลาตีสามในป่าเขียวขจีของจังหวัดนราธิวาส เสียงที่ฟีซาคุ้นเคย คือเสียง “ครืด ๆ " ของคมมีดที่กรีดลงบนเปลือกไม้ หยดน้ำยางสีขาวนวลที่ค่อย ๆ ไหลลงสู่ถ้วย มองไกลออกไปเห็นพ่อในวัย 70 ปี และแม่ในวัย 60 กว่า ยังคงประคองร่างที่กร้านแดดกร้านฝนเดินออกไปทำหน้าที่เดิมที่ทำมาทั้งชีวิตเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกสาวทั้งเจ็ดคน เมื่อทุกคนเติบโต ต่างแยกย้ายไปสู่โลกแห่งการรับจ้าง พี่สาวของฟีซาทั้ง 5 คน พยายามทำงาน ส่งเงินที่พอมีเหลือในแต่ละเดือนกลับบ้านและเพื่อให้ "ฟีซา" และน้องคนสุดท้อง ได้มีโอกาสเรียนสูง ๆ ซึ่งพี่ ๆ ไม่เคยได้สัมผัส
ช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตมาถึง
ขณะที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ฟีซายืนลำพังบนทางแยกที่แสนสับสน เธอสอบติดคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ ทว่าความฝันนั้นกลับถูกกำแพงความจริงขวางกั้นด้วยตัวเลขค่าเทอมหลักหมื่นบาท สำหรับครอบครัวที่รายได้ขึ้นอยู่กับหยดน้ำยางและดินฟ้าอากาศ เงินจำนวนนั้นดูสูงเสียดฟ้า ทำให้เส้นทางการศึกษาของฟีซาเริ่มใกล้จะปิดตาย
แค่ได้เรียนต่อหนูก็ภูมิใจแล้ว
แต่ในความมืดมิด มักทิ้งช่องว่างเล็กให้เราได้มองเห็นดวงดาวที่ชัดเจนขึ้น ฟีซาเป็นเด็ก ซี.ซี.เอฟ. ตั้งแต่อนุบาล 2 มีผลการเรียนดี ผ่านเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติต่าง ๆ เพื่อขอรับทุน เธอจึงยื่นใบสมัคร “ทุนครูสร้างชุมชน” โครงการปั้นครูกลับสู่ภูมิลำเนา การตัดสินใจทิ้งโอกาสในรัฐศาสตร์เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทาง "ครูการศึกษาพิเศษ" ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้ต่อความฝัน แต่คือการเติบโตขึ้นเพื่อเป็น "เสาหลัก" เธอเปลี่ยนจากการวิ่งตามสิ่งที่อยากเป็น มาเป็นการเลือกอาชีพที่มั่นคง เพื่อจะได้กลับมาดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่า และเพื่อให้แน่ใจว่ามือที่สั่นเทาของพ่อจะไม่ต้องกรีดต้นยางไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
เมื่อต้องย้ายจากนราธิวาสมาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ฟีซาต้องเผชิญกับ "ความเงียบ" ในรูปแบบใหม่ เธอที่คุ้นชินกับภาษาถิ่นต้องพยายามเปล่งเสียงเป็นภาษาไทยกลางที่ติดขัด การต้องทำอาหารกินเองทุกมื้อเพราะข้อจำกัดทางศาสนาและความเหงาจากการเป็นนิสิตต่างถิ่น ทำให้เธอเกือบจะท้อถอย แต่แล้วเธอก็พบความหมายอันลึกซึ้ง ความยากลำบากในการสื่อสารและการเป็นคนชายขอบที่พูดไม่ชัด กลับกลายเป็น "พรสวรรค์" ที่ล้ำค่าที่สุดในฐานะ “ครูการศึกษาพิเศษ”
ความรู้สึกที่พูดออกไปแล้วไม่มีใครเข้าใจ คือความรู้สึกเดียวกับเด็กพิเศษที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ ฟีซาจึงไม่ใช่แค่ครูที่สอนตามตำรา แต่เธอคือครูที่ใช้ "หัวใจ" ฟังเสียงที่ไม่มีใครได้ยิน ประสบการณ์ความลำบากหล่อหลอมให้เธอมีความเห็นอกเห็นใจเด็กที่เปี่ยมล้น เธอเข้าใจความเงียบและพร้อมที่จะเป็นล่ามแปลความฝันให้กับเด็ก ๆ ที่โลกมองข้าม
“ลมใต้ปีก" ช่วยพยุงมาไกลจนใกล้ถึงปลายทาง
แรงขับเคลื่อนของฟีซามาจากสองทางหลัก นั่นคือแรงสนับสนุนจากผู้ใจดีและความรักต่อบุพการี "หนูรู้สึกประทับใจมากค่ะ ถ้าไม่ได้ทุนนี้ก็คงไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อชุดนักเรียน และอาจจะต้องขึ้นมาหางานทำทั่วไปในกรุงเทพฯ เหมือนกับพี่สาวคนอื่น ๆ ขอบคุณผู้อุปการะของหนู ทุกคน ๆ ช่วย สนับสนุนหนูมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล 2 จนถึงวันที่ได้เป็นหนึ่งในเด็กเพียง 30 คนที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับ “ทุนครูสร้างชุมชน” ในวันนี้
ขอบคุณมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา และมูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ.ฯ และพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เอ็นดูเด็กคนนี้และให้โอกาสที่ดีที่สุด หนูอยากให้พ่อแม่ได้อยู่สบาย ไม่อยากให้ท่านต้องลำบากกรีดยางตอนอายุมากแบบนี้อีกแล้ว หนูจะทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด เพื่อให้สมกับโอกาสที่ได้รับมาค่ะ” คำสัญญาที่เรียบง่ายนี้สะท้อนออกมาจากแววตาของเด็กสาวผู้ครั้งหนึ่งเคยยืนอยู่หลังรอยกรีดของต้นยาง แต่วันนี้เธอกำลังจะเติบโตขึ้นเป็นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแก่ผู้ที่เปราะบางกว่า เป็นดอกไม้ที่เบ่งบานจากหยดน้ำตาและความรัก เพื่อส่งต่อแสงสว่างแห่งความหวังให้เด็ก ๆ ที่บ้านเกิดของตนเอง
ร่วมสนับสนุน #นักศึกษาทุนครูสร้างชุมชน #CCF
#มูลนิธิซีซีเอฟ #CCF #ลดหย่อนภาษี #บริจาคออนไลน์ #E-donation #บริจาค e-donation #อุปการะเด็ก #เพาะรัก #เด็กด้อยโอกาส #บริจาค โครงการอื่น ๆ
